Home > Tour Destination > เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

รายละเอียด

นำแอ่วเมืองเหนือยามเมื่อดอกไม้สะพรั่ง

เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

คณะที่ 1: วันที่ 19 - 22 ธันวาคม 2563

คณะที่ 2: วันที่ 9 - 12 มกราคม 2564




เที่ยวพระธาตุหริภุญไชย เจดีย์หลักสำคัญของชาวล้านนา

วัดสำคัญภายในกำแพงเมืองเก่าเชียงใหม่

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

เยี่ยมชมแม่กำปอง หมู่บ้านที่ทำเมี่ยง กาแฟ และชา เป็นอาชีพหลัก

วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน วัดในเมืองเก่าสมัยโบราณที่ชื่อว่า “เมืองแกน”

ที่อลังการงานสร้างสวยงามยิ่ง

สวนดอกไม้มาร์กาเร็ตกู๊เนีย ทุ่งดอกมาร์กาเร็ตที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่!

วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของเขลางค์นครที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม

แม่น้ำสะแกกรัง เป็นแม่น้ำมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตเขาโมโกจู

รายละเอียดทัวร์

ทัวร์วันที่ 1 วันแรกของการเดินทาง (ออกเดินทางวันเสาร์) : กรุงเทพฯ – ตาก – ลำพูน – เชียงใหม่

05.30 น.

พร้อมคณะที่ ปั๊มน้ำมัน ปตท. ดินแดง – วิภาวดี (ก่อนถึงสนามกีฬากองทัพบก) พบเจ้าหน้าที่ “สวัสดีฮอลิเดย์” คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

06.00 น.

ออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท

09.15 น.

แวะเปลี่ยนอิริยาบถที่จังหวัดนครสวรรค์ ระยะทาง 234 กม. ใช้เวลาประมาณ 3.15 ชม.

แล้วนำเดินทางต่อสู่จังหวัดตาก ระยะทาง 183 กม. ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชม.

เที่ยง

อาหารกลางวันที่ภัตตาคารในโรงแรมเวียงตาก ริเวอร์ไซด์

บ่าย

นำเดินทางโดยรถโค้ชสู่จังหวัดลำพูน ระยะทาง 250 กม. ใช้เวลาประมาณ 3.20 ชม.

16.20 น.

นำชมพระธาตุหริภุญไชย เจดีย์หลักสำคัญของชาวล้านนาที่งดงามด้วยสีทองดอกบวบ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตามตำนานเรื่องราวพระอาทิตยราช ผู้สร้างพระธาตุ พร้อมทัศนาศิลปะโบราณสถานที่งดงาม (เวลาเปิด-ปิดวัด : 07:00 - 18:00)

จากนั้นนำเดินทางต่อไปยังเมืองเชียงใหม่ ระยะทาง 30 กม. ใช้เวลาประมาณ 40 นาที

อาหารค่ำที่ภัตตาคาร “เจี่ยท่งเฮง” จากนั้นนำเข้าที่พักโรงแรม Hotel M Chiang Mai Thapae


ทัวร์วันที่ 2 วันที่สองของการเดินทาง : เที่ยวเมืองเก่าเชียงใหม่ – แม่กำปอง – ถนนคนเดินท่าแพ

07.00 น.

อาหารเช้าที่ภัตตาคาร

08.00 น.

นำท่องเมืองเก่านพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ที่ยังคงให้เห็นผังเมืองสี่เหลี่ยม (เกือบด้านเท่า) คูเมือง แนวกำแพงพร้อมร่องรอย เวียงเชียงใหม่มีกำแพง 2 ชั้น

กำแพงชั้นในด้านเหนือยาว 1,647 เมตร ด้านตะวันออกยาว 1,594 เมตร ด้านตะวันตกยาว 1,602 เมตร ด้านใต้ยาว 1,623 เมตร เป็นแกนดินอิฐหุ้ม เริ่มสร้างเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ.1839 ในสมัยการเริ่มก่อตั้งเมืองของพญามังราย เวลาประมาณ 4.00 นาฬิกา ปัจจุบันเหลือร่องรอยกำแพงยาวประมาณ 603 เมตร ประตูเมืองเก่ามี 5 ประตูคือ 1 ทิศเหนือประตูหัวเวียง (ต่อมาเรียกประตูช้างเผือก) 2 ทิศตะวันออกประตูเชียงเรือก (ต่อมาเรียกประตูท่าแพชั้นในและเอกสารบางชิ้นเรียกประตูช้างเลิก ) 3 ทิศใต้ประตูเชียงใหม่ (เอกสารบางชิ้นเรียกประตูช้างใหม่) 4 ทิศใต้มีอีกประตูคือประตูแสนปุง (ต่อมาเรียกประตูสวนปรุง) 5 ทิศตะวันตกประตูสวนดอก

กำแพงชั้นนอก (เวียงชั้นนอก) เป็นเขตเมืองโบราณรูปวงกลม ไม่เป็นที่แน่ชัดถึงปีสร้างและผู้สร้าง แต่จากตำนานคาดว่าสร้างโดยพญาลั๊วะ ซึ่งต่อมาถูกทิ้งร้าง กำแพงชั้นนอกเริ่มต้นจากแจ่งศรีภูมิโอบกำแพงชั้นในทางทิศตะวันออกไปตามลำน้ำแม่ข่าโอบเมืองทางด้านใต้ตามแนวลำคูไหวไปจรดกำแพงชั้นในที่แจ่งกู่เรือง (อ่านว่าแจ่งกู่เฮือง) มีประตูเมืองชั้นนอก 5 ประตูคือ 1 ประตูช้างม่อย 2 ประตูท่าแพชั้นนอก อยู่ทางทิศตะวันออก 3 ประตูหล่ายแคง อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ต่อมาเรียกประตูระแกง เอกสารบางชิ้นเรียกประตูเหล็ก) 4 ประตูขัวก้อม อยู่ทางทิศใต้ 5 ประตูไหยาหรือหายยา อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ยลความงดงามแห่งประณีตศิลป์แบบล้านนา ภายในกำแพงเมืองเก่า ซึ่งปัจจุบันมีวัดถึง 54 วัดในพื้นที่ประมาณ 2.5 ตารางกิโลเมตร

นำชมวัดสำคัญได้แก่วัดพระสิงหวรมหาวิหาร ที่ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่อาณาจักรล้านนา วิหารลายคำ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล ปัจจุบัน คือ พิพิธภํณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

ต่อกันที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดใจกลางเวียงที่สำคัญ ชมพระธาตุเจดีย์หลวง เป็นพระธาตุที่มีความสูงที่สุดในภาคเหนือ มีความโอฬารยิ่งใหญ่ ความสูงประมาณ 80 เมตร เมตร ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ 60 เมตร สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 1928 - 1945) ในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ถือว่าเป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่

ชมวัดพันเตา เป็นวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่ ในอดีตชาวเชียงใหม่เรียกวัดนี้ว่า “วัดปันเต้า” (พันเท่า) ชื่อของวัดนี้สันนิษฐานอีกนัยหนึ่งว่า วัดนี้จะเคยใช้เป็นแหล่งสร้างเตาหล่อพระนับร้อยนับพันเตา จึงได้ชื่อว่า “วัดพันเตา” ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้ คือพระวิหารที่มีความงดงามและสมบูรณ์ที่สุด ตัวอาคารเป็นเรือนไม้สักทั้งหลังตามศิลปะ แบบเชียงแสน มีการแกะสลักลวดลายอย่างงดงาม ภายในพระวิหารหอคำหลวงประดิษฐาน พระเจ้าปันเตา พระพุทธรูปศิลปะล้านนา ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหาร

นำชมและผ่านชมวัดสวยๆ เช่น วัดอินทขิล สักการะอนุสาวรีย์สามมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรร่วมสมัย อันได้แก่พญามังรายแห่งอาณาจักรล้านนา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยและพญางำมืองแห่งอาณาจักรภูกามยาว

อาหารกลางวันที่ภัตตาคารอาหารเหนือ “เฮือนใจ๋ยอง” ระยะทาง 38 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

หลังอาหารกลางวันนำเดินทางสู่ บ้านแม่กําปอง ระยะทาง 40 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

บ้านแม่กําปอง เชียงใหม่ ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน มีพื้นที่หมู่บ้านทั้งหมดประมาณ 6.22 ตารางกิโลเมตร ระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 50 กิโลเมตร ด้วยสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ดอนและระดับความสูงถึง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทำให้ที่นี่มีอากาศเย็นและชื้นตลอดทั้งปี บ้านแม่กำปองเป็นหมู่บ้านที่ทำเมี่ยง กาแฟ และชา เป็นอาชีพหลัก โดยเฉพาะชาที่ชาวบ้านเอาใบมาทำเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอย่างหมอนใบชาสำหรับจำหน่าย ถึงบริเวณจุดเปลี่ยนรถเพื่อจะเดินทางขึ้นสู่บ้านแม่กำปอง ซึ่งอยู่บนเนินเขา โดยรถสองแถวท้องถิ่น ทางบริษัทฯจัดให้เฉพาะคณะโดยสาร เส้นทางถนนขึ้นสู่หมู่บ้านโดยถนนมีความกว้างไม่สะดวกที่จะให้รถใหญ่สวนกัน

หมู่บ้านแม่กำปอง มีการก่อตั้งมาแล้วราว ๆ 100 ปี โดยชื่อ "แม่กำปอง" มาจากในอดีตนั้นบริเวณใกล้ลำห้วยจะมีดอกกำปอง ดอกไม้ขนาดเล็กสีเหลืองแดงขึ้นอยู่ เมื่อรวมกับคำว่าแม่น้ำ จึงกลายมาเป็น "บ้านแม่กำปอง" ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นคนเมือง ที่อพยพมาจากอำเภอดอยสะเก็ด เพื่อเข้ามาทำสวนเมี่ยงเป็นอาชีพ เดินเล่นชมหมู่บ้าน ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่ในแวดล้อมของป่าไม้หุบเขา มีร้านกาแฟเปิดบริการนักท่องเที่ยวไม่น้อย แต่ละแห่งจัดร้านในบรรยากาศน่าแวะ จิบเครื่องดื่มให้สบายอกสบายใจท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธ์

นำเที่ยววัดคันธาพฤกษา (วัดแม่กำปอง) วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดคู่หมู่บ้านแม่กำปอง ชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์ล้านนาโบราณ โบสถ์ไม้สักทองทั้งหลัง

ไฮไลท์สำคัญคือการมาสัมผัสต้นไม้ขนาดยักษ์ ที่สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านเป็นวงกว้าง มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร อยู่ภายใต้ไม้ใหญ่ดูน่ารักน่าชม ชื่อร้าน The Giant

บรรยากาศเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆเลย * ที่ The Giant Chiang Mai (เดอะไจแอนท์ เชียงใหม่) อยู่ในป่าสัญญานโทรศัพท์ไม่ค่อยมี ถึงขั้นไม่มีเลยครับ แต่ก็สามารถใช้ WiFi ของร้านได้ ถึงแม้ร้านกาแฟบนต้นไม้สุดแนวนี้จะสวยงามมากขนาดไหน ก็ใช่ว่าจะมาได้ทุกเมื่อนะครับ (นักท่องเที่ยวที่ไม่รู้อาจมีเคือง) เพราะว่า เค้าเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00 โมงเช้า ถึงบ่ายสามโมง และที่นั่งมีจำกัด เพียง 20-30 ท่าน นักท่องเที่ยวอาจจะเดินไปทั่วๆ ที่ไม่เป็นเขตหวงห้าม ถ่ายรูปได้

17.30 น.

นำเดินทางกลับสู่เมืองเชียงใหม่ ระยะทาง 56 กม. ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. เข้าสู่ที่พักโรงแรม พักผ่อนตามสมควร

จากนั้นเชิญตามอัธยาศัย เดินเที่ยวถนนคนเดินบนถนนท่าแพ ที่เป็นถนนคนเดินที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ของถนนคนเดินขยายไปยังถนนที่ติดติดกันหลายสาย (มีเฉพาะวันอาทิตย์)

อาหารค่ำมื้อนี้ตามอัธยาศัย มีร้านอาหารหรืออาหารแบบ Food Street ให้ท่านได้เลือกตามอิสระที่ท่านชอบ (อาหารมื้อนี้มิได้รวมอยู่ในรายการ)


ทัวร์วันที่ 3 วันที่สามของการเดินทาง: วัดบ้านเด่นสะหลีศรีเมืองแกน – ชมสวนไม้ดอก – วัดพระธาตุลำปางหลวง

07.00 น.

อาหารเช้าที่โรงแรม

หลังอาหารเช้า นำเดินทางโดยรถโค้ชขึ้นทิศเหนือของนครเชียงใหม่ สู่บ้านเด่นสะหลี เขตอำเภอแม่แตง (ระยะทางประมาณ 47 กม.ประมาณ 1.30 ชม.)

นำชมวัดบ้านเด่นสะหลีศรีเมืองแกน วัดในเมืองเก่าสมัยโบราณที่ชื่อว่า “เมืองแกน” ที่เกิดจากแรงศรัทธา แรงบันดาลใจของพระผู้ที่จำวัดเพียงรูปเดียวในพื้นที่ 80 ไร่ ท่านคือ “พระครูบาเจ้าเทือง” ที่ผู้คนเคารพนับถือท่านมากล้นจนอนุโมทนาด้วยทรัพย์สินมาลงที่ตัวท่านมหาศาลท่านก็เลยแปลงทรัพย์สินเป็นงานศิลปะล้านนาประยุกต์ตามจินตนาการของท่านให้เหล่าศาสนิกได้ชื่นชมได้บูชา มีชื่อเสียงขจรขจายไปสู่นานาประเทศ

งานพุทธศิลป์ ณ ที่แห่งนี้เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2534 ความงดงามของสถาปัตยกรรมประติมากรรมนั้นถือเป็นชั้นยอดในยุคปัจจุบัน ผู้ที่เข้ามาเยือนต่างก็เอ่ยปากว่าสวยงดงามแทบทุกมุม เชิญท่านสัมผัสงานพุทธศิลป์ล้านนาแห่งศตวรรษที่ 26 และเก็บความประทับใจแห่งประณีตศิลป์นี้ไว้นานเท่านาน

เที่ยง

นำรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารไร่สามสลึง อาหารพื้นเมือง (ระยะทางประมาณ 25 กม.ประมาณ 40 นาที)

หลังอาหารกลางวัน นำเดินทางสู่สวนดอกไม้ในเขตอำเภอแม่ริม อำเภอนี้มีพื้นทีส่วนที่เป็นเนินเขา เป็นม่อน ซึ่งนิยมทำสวนดอกไม้หลายแห่งทั่วพื้นที่ ................. เดินทางสู่ สวนดอกไม้ Kuv Niam Forest อ่านว่า กู๊เนีย ฟอร์เรสต์ ทุ่งดอกมาร์กาเร็ตที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่! (ระยะทางประมาณ 14 กม.ประมาณ 35 นาที)

Kuv Niam Forest “ กู๊เนีย “ เป็นภาษาม้ง แปลว่า แม่ของฉัน สวนนี้ปลูกดอกมาร์กาเร็ต 3 สี เป็นสวนดอกไม้ “ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ขณะนี้ ” วิวภูเขาแบบพาโนราม่า ดอกมาร์กาเร็ต (Chrysanthemum Fructescens) เป็นดอกไม้ตระกูลเดียวกับแดซี่ Daisy ตระกูลแอสเตอร์ Aster และสายตระกูลเก๊กฮวย Chrysanthemum คนไทยเรียก มาร์กาเร็ต ชาวยุโรปเรียก มาร์เกอริต Marguerite ไม้ดอกนี้มีความหมายดี คำว่า “มาร์เกอริต” “มาร์การเร็ต” มีความหมายว่า มีเสนห์ ยั่วยวนใจ สวนดอกไม้ กู๊เนีย ฟอร์เรสต์ มีขนาดกว่า 10 ไร่ สะพรั่งไปด้วยหมู่มวลดอกไม้หลากหลายชนิด ทั้งดอกคัตเตอร์สีขาวละมุน ดอกมาร์กาเร็ตสีม่วงสดใส และ สีม่วงอ่อน สีแดง ที่ถ่ายรูปมุมไหนก็ออกมาสวยสุด ๆ เชิญท่านตามอัธยาศัยเดินเล่น ถ่ายรูปกับดอกไม้หลากสีสัน

สมควรแก่เวลา นำเดินเข้าสู่เขลางค์นครเมืองลำปาง (ระยะทางประมาณ 115 กม.ประมาณ 2.15 ชม.)

ค่ำ

อาหารค่ำที่ภัตตาคาร จากนั้นนำเข้าที่พัก โรงแรม The Coconut Lampang หริอเทียบเท่า


ทัวร์วันที่ 4 วันที่สี่ของการเดินทาง : ลำปาง – สะแกกรัง – กรุงเทพฯ

07.00 น.

อาหารเช้าในโรงแรม

08.00 น.

นำเดินทางโดยรถโค้ชสู่อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง (ระยะทางประมาณ 18 กม.ประมาณ 30 นาที) นำชมวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของเขลางค์นครที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม ในแผนผังที่เป็นสัดส่วนสมบูรณ์ นมัสการเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมชมวิหารน้ำแต้มที่งดงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง และวิหารหลวงที่ประดิษฐานกู่ทองพระเจ้าล้านทอง ชมรอยกระสุนปืนของหนานทิพย์ช้างที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุ นมัสการพระแก้วมรกต (ดอนเต้า) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลำปาง

จากนั้นนำเดินทางลงใต้มุ่งหน้าสู่กำแพงเพชร (ระยะทางประมาณ 242 กม.ประมาณ 3.15 ชม.)

เที่ยง

อาหารกลางวันที่ร้านอาหารริมน้ำ

นำเดินทางโดยรถโค้ชผ่านจังหวัดนครสวรรค์สู่จังหวัดอุทัยธานี (ระยะทางประมาณ 164 กม.ประมาณ 2.30 ชม.) เดินชมทัศนียภาพของแม่น้ำสะแกกรัง เป็นแม่น้ำมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตเขาโมโกจู ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บ้านท่าซุง ตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร ชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง ถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย เพราะชุมชนชาวแพแห่งอื่นๆ เช่น ชาวแพริมแม่น้ำน่าน อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเดิมมีอยู่กว่า 100 หลัง ถูกทางราชการโยกย้ายออกจากริมน้ำน่านไปตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่หลังที่ยังต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและดำรงอัตลักษณ์ของตนเอาไว้

ทัศนา “วัดอุโปสถาราม” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดโบสถ์” เดิมทีมีชื่อว่า “วัดโบสถ์มโนรมย์ ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง จัดเป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี สร้างก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 1 ปี (พ.ศ.2324) ตัววัดมีโบสถ์หลังหนึ่งและวิหารหลังหนึ่ง ตั้งอยู่คู่กัน

“พระอุโบสถ” ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย 5 องค์ ผนังทั้ง 4 ด้านในพระอุโบสถงดงามไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังสรรค์สร้างโดยจิตรกรสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนังจะบอกเล่าถึงประวัติของพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน แม้บางส่วนของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้จะชำรุดหลุดลอกบ้างตามกาลเวลา แต่ลวดลายอันอ่อนช้อยเหล่านี้ยังคงทรงเสน่ห์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถัดจากพระอุโบสถไปคือ “พระวิหาร” ซึ่งตั้งอยู่คู่กัน ลักษณะภายนอกใกล้เคียงกับพระอุโบสถ พระประธานภายในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ขนาบซ้ายขวาด้วยพระพุทธรูปฝั่งละหนึ่งองค์ ฝาผนังยังคงมีงานจิตรกรรมทั้ง 4 ด้านคล้ายกับภายในพระอุโบสถ แต่จะเป็นเรื่องของพระมาลัย พระอสีติมหาสาวก และพระอสุภกรรมฐาน 10 ลวดลายมีความวิจิตรงดงามน่าชมไม่แพ้กัน ผนังด้านหน้าพระวิหารมีจิตรกรรมเขียนสีเต็มพิ้นที่ดูสวยงดงามไม่น้อย ด้านหลังวิหารคู่ เรียงรายด้วย “เจดีย์สามสมัย” เจดีย์ทั้งสามองค์ มีรูปแบบที่แตกต่างกัน เริ่มจากเจดีย์ทรงระฆังเป็นศิลปะแบบอยุธยา เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองซึ่งเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ และเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมศิลปะแบบผสมผสานระหว่างอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ถึงแม้ว่าเจดีย์สามองค์นี้จะมีชื่อเรียกว่าเจดีย์สามสมัยก็ตาม แต่จากการสันนิษฐานนั้นพบว่า เจดีย์ทั้งสามองค์นี้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ด้านหลังของเจดีย์สามสมัยนั้นจะเป็น “มณฑปแปดเหลี่ยม” ซึ่งนับว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดอุโบสถารามเลยก็ว่าได้ โดยมณฑปนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สูงสองชั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง

จากประวัติที่เล่าต่อกันมาเล่าว่า มณฑปนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2442 โดย “หลวงพิทักษ์ภาษา” เพื่อถวายแก่ “พระครูอุไททิศธรรม” เจ้าอาวาสวัดอุโบสถารามในขณะนั้นเพื่อให้ท่านจำพรรษา แต่ทว่าพระครูอุไททิศธรรมได้มรณภาพลงเสียก่อน มณฑปแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นที่ทำศพและเป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุพร้อมข้าวของเครื่องใช้ของท่านแทน จากมณฑปแปดเหลี่ยมแล้วมองไปทางแม่น้ำ สะแกกรัง ก็จะเห็น “แพโบสถ์น้ำ” เรือนแพไม้อันสง่างามตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ โดยแพโบสถ์น้ำ สร้างขึ้นเพื่อใช้รับเสด็จในพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2499 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและงานบุญต่างๆ

อยากให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้........ เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระตำหนักอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี ที่สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งอยู่บริเวณ 905 ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี บนเนื้อที่ 300 ตารางวาเศษ เพื่อใช้เป็นที่ประทับและทรงงาน ที่ดินนี้มีประชาชนจะทูลเกล้าฯ ถวาย แต่พระองค์ท่านไม่ประสงค์ จึงทรงขอซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระองค์ทรงปฎิบัติเช่นเดียวกับสามัญชนทั่วไป โดยการขอเลขที่บ้านจากราชการ นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้าเช่นสามัญชนทั่วไป โดยทรงเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมิเตอร์ขนาด 30 แอมป์ 3 เฟส 4 สาย เป็นเงินกว่า 3 หมื่นบาท โดยระบุพระนาม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระยศในขณะนั้น) ในใบแจ้งค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน ในการเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ครั้งนี้ พระองค์มีแนวพระราชดำริให้ชาวอุทัยธานีดำเนินวิถีชีวิตตามปกติ ไม่ต้องมีพิธีการ เคยทำอย่างไรก็ให้ดำเนินวิถีชีวิตเหมือนเดิม เช่น เคยออกกำลังกายที่ลานสุพรรณนิการ์ใกล้ พระตำหนักใหม่ ช่วงเช้า พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน จากพระตำหนักใหม่มายังหน้าศาลากลาง เพื่อสักการะราชานุสาวรีย์ ร. 5 เช้าวัดถัดมาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยการเดินจากพระตำหนักใหม่ พระองค์ไปตลาดเช้า ชาวบ้านจับจ่ายซื้อของกันตามปกติ และได้เฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด และทรงช่วยพระสหาย จำหน่ายทองคำ ให้กับประชาชนทั่วไป สร้างความปลาบปลื้มให้ชาวอุทัยธานีทุกคนภาคภูมิใจ ที่พระองค์ทรงเลือกจังหวัดอุทัยธานี เป็นที่สร้างพระตำหนักใหม่ส่วนพระองค์ * ขอจงทรงพระเจริญ ให้มีพระเกษมสำราญตราบนานเท่านาน *

ใช้เวลาสมควรแก่เวลา นำเดินทางต่อกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

19.30 น.

ถึงกรุงเทพมหานคร ด้วยความสวัสดี


เงื่อนไขการจองทัวร์





อัตราค่าบริการ

ผู้ใหญ่ท่านละ (พักห้องละ 2 ท่าน)  8,500.-บาท

เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ท่านละ    6,500.-บาท (ไม่ใช้เตียง)

พักห้องเดี่ยว ชำระเพิ่มท่านละ   2,500.-บาท

อัตรานี้รวม

- ค่าพาหนะนำเที่ยวทั้งหมดตามรายการ

- ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามที่ระบุในรายการ

- ค่าที่พักในโรงแรมและค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ

- ค่าเครื่องดื่มบนรถระหว่างการเดินทาง

- ค่าขนกระเป๋าเดินทาง, ค่าทิปพนักงานขับรถ พนักงานห้องอาหาร และพนักงานโรงแรม

- ค่าบริการนำท่องเที่ยวตลอดรายการจากมัคคุเทศก์ของบริษัท สวัสดีฮอลิเดย์ จำกัด

- ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง (วงเงินประกันไม่เกินท่านละ 1,000,000.-บาท)

 

 อัตรานี้ไม่รวม

- ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7

- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวระหว่างการเดินทางนอกเหนือจากที่ระบุไว้ เช่น ค่าเครื่องดื่ม ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น

 

 

สิ่งที่ควรนำไปด้วย    ร่มหรือหมวก, แว่นกันแดด, รองเท้าสวมสบาย, เสื้อคลุมกันลม, ยาประจำตัว (ถ้ามี), กล้องถ่ายรูป พร้อมอุปกรณ์

 

 หมายเหตุบริษัทฯสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการต่างๆ ได้ตามความ

               เหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

Recommend

ทัวร์อีสานเหนือ ทุ่งบัวแดง

ทัวร์อีสานเหนือ ทุ่งบัวแดง

นครราชสีมา - ขอนแก่น - อุดรธานี

หนองคาย -  บึงกาฬ - กาฬสินธุ์ - ร้อยเอ็ด

เดินทางวันที่ 27 - 30 มีนาคม 2564


"SAWASDEE Culture & Leisure"



happy ชมหอโหวด Sky Walk

happy พิพิธภัณฑ์สิรินธร

happy ชมผ้าไหมแพรวา 

happy สะดือแม่น้ำโขง

happy ชมพระอาทิตย์ขึ่นที่หินสามวาฬ

happy ลานพญานาคคู่ ริมแม่น้ำโขง

happy UNSEEN แห่งใหม่ ทุ่งบัวแดง

ลพบุรี – ศรีเทพ – เขาค้อ 3 วัน 2 คืน

ลพบุรี – ศรีเทพ – เขาค้อ 3 วัน 2 คืน

ลพบุรี – ศรีเทพ – เขาค้อ 

3 วัน 2 คืน

เดินทางวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2564


"SAWASDEE Culture & Leisure"



วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี ต้นแบบของปรางค์ประธานที่สร้างขึ้น

เมื่อก่อตั้งราชธานีกรุงศรีอยุธยา

พระปรางค์สามยอด วัฒนธรรมขอมเรียกว่าศิลปะขอมในประเทศไทย

พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ พระราชวังโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองสูงสุดสมัยหนึ่งของเมืองละโว้

บ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ บ้านหลวงรับราชทูตในสมัยสมเด็จพระนารายณ์

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจาก

อาณาจักรข้างเคียงมาผสมผสาน

สูดอากาศบริสุทธิ์ที่อ.เขาค้อ จ. เพชรบูรณ์

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว รายล้อมด้วยทิวเขาสูงสลับซับซ้อน

นมัสการองค์พระพุทธรูปสีขาวที่ประดิษฐานเรียงกัน 5 องค์

ทุ่งกังหันลม แหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจ

เนื่องจากความสวยงามของพื้นที่ วิวทิวทัศน์โดยรอบ

กำแพงเพชร – สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – พิษณุโลก

กำแพงเพชร – สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – พิษณุโลก

กำแพงเพชร – สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – พิษณุโลก

 "โดยมัคคุเทศก์บัณฑิตโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร"

เดินทางวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2564



เส้นทางสายมรดกโลก . . . นำชมสุโขทัยอดีตราชธานีแห่งแรกของชนชาติไทย

และเมืองลูกหลวงทั้ง 3 แห่ง

 

ชมเมืองเก่ากำแพงเพชรอดีตเมืองลูกหลวงทางด้านทิศใต้สมัยสุโขทัย

และเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือที่สำคัญสุดในสมัยอยุธยา

ชมวัดมหาธาตุกลางเมืองเก่ากำแพงเพชรเชื่อกันว่าเคยประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์

ก่อนอัญเชิญไปที่อื่น และชมวัดในเขตอรัญญิกที่วัดพระสี่อิริยาบถและวัดช้างรอบ

ชมอดีตราชธานีสุโขทัยอันรุ่งเรืองตามชื่อ “สุโขทัย”

ชมวัดมหาธาตุสุโขทัยตั้งอยู่กลางเมืองเก่าประกอบด้วยเจดีย์มากมาย

ชมเนินพระราชวังสมัยสุโขทัย

ชมวัดศรีชุมวัดที่มีพระพุทธรูปศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ประดิษฐานในมณฑปผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

วัดพระพายหลวงที่มีเจดีย์สามหลังแถวหน้ากระดานซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยปราสาทแบบขอมในเห็น

ชมวัดศรีสวายร่องรอยของสถาปัตยกรรมอิทธิพลศิลปะขอมและวัดตระพังเงินวัดในเขตเมืองเก่า

นำเข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหง

สถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่พบในเขตสุโขทัยและข้างเคียง

ชมเมืองเก่าศรีสัชนาลัย อดีตเมืองลูกหลวงทางทิศเหนือสมัยสุโขทัย

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมตรงแก่งหลวงมีชัยภูมิที่สำคัญ

นำชมวัดช้างล้อมกลางเมืองเก่าเชื่อกันว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

วัดเจดีย์เจ็ดแถวมีแนวแถวเจดีย์มากมายแสดงศิลปะสุโขทัยและอิทธิพลศิลปะจากประเทศใกล้เคียง

ชมวัดนางพญาที่ลายปูนปั้นงดงามแบบอยุธยา

ชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียงที่มีเจดีย์ทรงปรางค์แบบอยุธยาขึ้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของไทย ภายในวัดมีพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะของสมัยสุโขทัยเดิม ในอิริยาบถลีลา เดินอันอ่อนช้อยและงดงาม

นำท่านเลือกซื้อผ้าซิ่นตีนจกจากบ้านหาดเสี้ยวอันโด่งดัง

แล้วนำนมัสการพระพุทธชินราชที่ได้ชื่อว่า เป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยที่งดงามสุดในประเทศไทย ณ เมืองพิษณุโลกหรือเมืองสองแคว อดีตเมืองลูกหลวงสมัยสุโขทัยทางทิศตะวันออก


เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

นำแอ่วเมืองเหนือยามเมื่อดอกไม้สะพรั่ง

เชียงใหม่ – ลำปาง – ลำพูน – อุทัยธานี 4 วัน

คณะที่ 1: วันที่ 19 - 22 ธันวาคม 2563

คณะที่ 2: วันที่ 9 - 12 มกราคม 2564




เที่ยวพระธาตุหริภุญไชย เจดีย์หลักสำคัญของชาวล้านนา

วัดสำคัญภายในกำแพงเมืองเก่าเชียงใหม่

นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่

เยี่ยมชมแม่กำปอง หมู่บ้านที่ทำเมี่ยง กาแฟ และชา เป็นอาชีพหลัก

วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน วัดในเมืองเก่าสมัยโบราณที่ชื่อว่า “เมืองแกน”

ที่อลังการงานสร้างสวยงามยิ่ง

สวนดอกไม้มาร์กาเร็ตกู๊เนีย ทุ่งดอกมาร์กาเร็ตที่ใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่!

วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดสำคัญของเขลางค์นครที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม

แม่น้ำสะแกกรัง เป็นแม่น้ำมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตเขาโมโกจู


Back to Top